โรคเบาหวานทำให้ไตเสื่อม

โรคเบาหวานทำให้ไตเสื่อม

 

ไตเสื่อมก็เพราะโรคเบาหวาน

       สาเหตุที่พบได้บ่อยมากที่สุดที่ทำให้ไตของคนเราเสื่อมก็คือโรคเบาหวาน ทำไมโรคเบาหวานจึงทำให้ไตเสื่อม คำตอบคือ ไตเสื่อมจากการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี ผู้ป่วยเบาหวานที่คุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดีระดับน้ำตาลในเลือดยิ่งสูงกว่าปกติเท่าไหร่ ไตจะเสื่อมเร็วและเสื่อมลมแรงมากขึ้นเท่านั้น เพราะเส้นเลือดในหน่วยกรองของเสียในไตซึ่งมีขนาดเล็กและบอบบางมากๆ

     น้ำตาลระดับสูงในเลือดจะก่อให้เกิดการอักเสบขึ้นในเซลล์ต่างๆทั่วร่างกาย รวมทั้งเซลล์ของผนังเส้นเลือดด้วย เมื่อเกิดการอักเสบก็จะเกิดการเสื่อมสภาพตามมา การดูว่าผู้ป่วยเบาหวานคุมระดับน้ำตาลได้ดีหรือไม่ดูได้จากค่าระดับน้ำตาลในเลือด 2 ค่าด้วยกัน ค่าแรกคือระดับน้ำตาลที่ได้จากการเจาะเลือดมีการเจาะที่นิยมทำ 2 แบบแบบแรกจากการงดอาหารหลัง 4 ทุ่มเจาะเลือดตรวจก่อนอาหารเช้าเป็นค่าระดับน้ำตาลตอนเช้านิยมเจาะตามโรงพยาบาลทั่วไปผู้เขียนแนะนำให้เจาะเลือดในตอนเย็นเพิ่มอีก 1 แบบเป็นแบบที่ 2 คือการเจาะหลังจากอาหารเที่ยง 4 ชั่วโมงและเจาะเลือดตรวจก่อนอาหารเย็นเป็นค่าระดับน้ำตาลตอนเย็น ถ้าท่านสามารถควบคุมให้ค่าระดับน้ำตาลตอนเช้าและค่าระดับน้ำตาลตอนเย็นในแต่ละวันมีค่าไม่เกิน 120 mg เปอร์เซ็นต์ ทั้งตอนเช้าและตอนเย็นเส้นเลือดในหน่วยกรองปัสสาวะในไตของท่านจะไม่เสื่อม  ผู้ป่วยเบาหวานทุกคนควรมีเครื่องเจาะน้ำตาลปลายนิ้วไว้ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตัวเองเพื่อเรียนรู้ว่าค่าอาหารชนิดใดทำให้น้ำตาลในเลือดสูง อาหารชนิดใดทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำ แล้วใช้ความชำนาญมาปรับการรับประทานอาหารให้ระดับน้ำตาลในตอนเช้าและตอนเย็นมีค่าไม่เกิน 120 mg เปอร์เซ็นต์ ผู้ป่วยเบาหวานควรมีการจดบันทึกอาหารที่รับประทานในแต่ละมื้อและค่าน้ำตาลในตอนเช้าและตอนเย็น ถ้าท่านทำอย่างต่อเนื่องภายในเวลา 15 วันท่านจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในการคุมระดับน้ำตาลในเลือดด้วยอาหาร ซึ่งจะช่วยให้ท่านสามารถปรับลดทั้งยากินและยาฉีดเบาหวานได้ด้วยตัวเองถ้าท่านตั้งใจทำอย่างจริงจังตามที่ผู้เขียนแนะนำ ค่าที่ 2 คือค่าน้ำตาลสะสมชื่อเรียกอื่นๆ เป็นแค่ตัวเลขที่สะท้อนระดับน้ำตาลในเลือดย้อนหลังไปประมาณ 4 เดือนค่าน้ำตาลสะสมเป็นค่าตัวเลขที่ได้จากการตรวจหาสารสีแดงในเม็ดเลือดแดงที่เรียกว่าฮีโมโกลบิน ชนิด a ซึ่งมีน้ำตาลมาจับตัวกับสารดังกล่าวถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูง วิธีรักษาโรคเบาหวานตามแนวทางแพทย์แผนปัจจุบัน ในเบื้องต้นแพทย์จะให้ผู้ป่วยรับประทานยาหรือฉีดอินซูลินเข้าสู่กระแสเลือด ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอาการ ความรุนแรงของโรค และการวินิจฉัยของแพทย์ด้วย โดยการรับประทานยา หรือการฉีดอินซูลินนั้น ผู้ป่วยจะต้องปฎิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่มีอาการรุนแรงมากขึ้นเป็นเพราะไม่ปฎิบัติตามที่แพทย์สั่ง และไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันใหม่นั่นเอง ควบคุมเมนูอาหาร ผู้ป่วยเบาหวานไม่สามารถรับประทานอาหารได้เหมือนกับคนปกติทั่วไป ซึ่งจะต้องหลีกเลี่ยงอาหารต้องห้าม ได้แก่ อาหารรสชาติหวานจัด เค็มจัด เนื้อติดมัน และเสริมด้วยอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ข้าวกล้อง ผักที่มีกากใยสูง เนื้อปลา เต้าหู้ เป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดสารอาหาร รวมทั้งเลือกรับประทานอาหารและสมุนไพรที่มีส่วนช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือดด้วย เช่น ตำลึง มะระขี้นก และอบเชย เป็นต้น ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาเบาหวานด้วยวิธีธรรมชาติบำบัด เพราะเบาหวานเกิดจากการมีระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินไป การออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายดึงน้ำตาลมาใช้เป็นพลังงานมากขึ้น จึงช่วยลดปริมาณน้ำตาลในเลือดให้ได้นั่นเอง ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ความกลัว ความกังวล และความเครียด อาจทำให้ภาวะน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้น ดังนั้น จึงควรทำจิตใจให้ผ่อนคลายเพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ วิธีป้องกันโรคเบาหวาน การป้องกันไม่ให้เป็นโรคเบาหวานไม่ใช่เรื่องยาก แค่เริ่มจากการป้องกันที่ต้นเหตุ ก็สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้มากขึ้น

 

 

       การจับตัวก็จะสูงตามถ้าค่าน้ำตาลสะสมมีค่าเท่ากับ 6 ประเมินว่าค่าระดับน้ำตาลในเลือดเฉลี่ยย้อนหลังไป 4 เดือน มีค่าอยู่ประมาณ 115 mg เปอร์เซ็นต์ ถือได้ว่าถ้าสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีมาก ถ้าท่านสามารถควบคุมให้ค่าน้ำตาลในเลือดค่าแรกดีค่าน้ำตาลในเลือดค่าที่สองก็จะดีตามไปด้วย และสามารถควบคุมน้ำตาลทั้ง 2 ข้างได้ดีไตของท่านก็จะหยุดเสื่อมจากโรคเบาหวาน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *